วัดใหญ่ชัยมงคล รอยไทยในกาลเวลา

ก่อนจะไป วัดใหญ่ชัยมงคล

จะบอกว่า เรามาเที่ยวอยุธยาหลายครั้งหลายหน ไปเที่ยววัดเก่า วัดดัง ๆ มาก็หลายวัด แต่ยังไงก็ไม่รู้ ทำไมสุดท้ายก็ยังไม่ได้มาเยือนที่ วัดใหญ่ชัยมงคล อย่างเป็นเรื่องเป็นราวสักที จนกระทั่งปีนี้แหละที่ได้แวะมา แต่ก็ไม่ได้อยู่ในแผนตั้งแต่แรกอยู่ดี พอดีว่ามีเวลาเหลืออยู่บ้างแล้วจังหวะขับรถผ่านก็เลยลองแวะเข้าไป แล้วก็ต้องร้องว้าวทันทีที่ก้าวเท้าแรกเข้าไปยังภายในวัด นึกในใจว่า “ฉันไปอยู่ที่ไหนมาเนี่ย ทำไมถึงเพิ่งมาที่นี่”

วัดใหญ่ชัยมงคล

ประวัติความเป็นมา

เดิมชื่อวัดป่าแก้วหรือวัดเจ้าพระยาไท สร้างขึ้นในสมัยสมเด็จพระเจ้าอู่ทองพระมหากษัตริย์ผู้สถาปนากรุงศรีอยุธยา ในราว พ.ศ.1900 เพื่อเป็นสำนักของพระสงฆ์ซึ่งไปบวชเรียนมาแต่สำนักพระวันรัตน์มหาเถรในประเทศลังกา คณะสงฆ์ที่ไปศึกษาพระธรรมวินัยเรียกนามนิกายในภาษาไทยว่า “คณะป่าแก้ว” วัดนี้จึงได้ชื่อว่า “วัดป่าแก้ว” ต่อมาคนเลื่อมใสบวชเรียนพระสงฆ์นิกายนี้ จึงมีการตั้งอธิบดีสงฆ์นิกายนี้เป็นสมเด็จพระวันรัตน์มีตำแหน่งเป็นสังฆราชฝ่ายขวาคู่กับพระพุทธโฆษาจารย์เป็นอธิบดีสงฆ์ฝ่ายคันถธุระ มีตำแหน่งเป็นสังฆราชฝ่ายซ้าย หลังจากนั้นได้เปลี่ยนชื่อเป็น “วัดเจ้าพระยาไท”

สิ่งที่น่าสนใจภายในวัด

พื้นที่ภายในวัดค่อนข้างกว้างขวาง แบ่งออกเป็นหลายส่วน วันที่เราไปนั้นอากาศร้อนแดดจัดพอสมควร ต้องมีหมวกใบใหญ่ ๆ สักใบสวมบังแดด แต่ข้อดีก็คือทำให้ได้รูปสวย ๆ กลับมามากมาย พอเข้ามาถึงวัด จุดแรกที่จะเจอก่อนก็คือ วิหารพระพุทธไสยาสน์ ที่สร้างขึ้นในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ปัจจุบันไม่เห็นตัววิหารเดิมแล้วเหลือแต่ซากอิฐที่ก่อให้เห็นเป็นแนวของตัวอาคารเดิม ล้อมรอบองค์พระปางไสยาสน์สีขาวขนาดใหญ่ สามารถเดินเข้าไปด้านในเพื่อกราบสักการะได้

วิหารพระนอน วัดใหญ่ชัยมงคล

จุดต่อมาคือ พระอุโบสถ ที่มีเรื่องเล่ากันว่าสถานที่แห่งนี้เคยใช้เป็นที่นัดพบของเหล่าขุนนางนำโดยขุนพิเรนทร์เทพ (ต่อมาขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา ในชื่อ สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช) ได้มาทำพิธีเสี่ยงเทียนเพื่อเป็นนิมิตหมายในการไปปราบขุนวรวงค์ษาและท้าวศรีสุดาจันทร์ และภายหลังได้กระทำการสำเร็จตามที่ได้เสี่ยงทาย ส่วนเรื่องราวละเอียด ๆ กว่านี้ลองไปเสิร์ชหาอ่านเพิ่มเติมเอาเองนะ เขียนตรงนี้เดี๋ยวจะยาวไปไม่อ่านอีก

จากพระอุโบสถ เดินตรงต่อมาจะถึงทางเข้า พระเจดีย์ใหญ่ ตามประวัติบอกว่าสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2135 ในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ซึ่งทรงทำศึกยุทธหัตถีชนะพระมหาอุปราชแห่งพม่าที่ตำบลหนองสาหร่าย เมืองสุพรรณบุรี หลังจากนั้นทรงสร้างพระเจดีย์ใหญ่ขึ้นที่วัดแห่งนี้เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งชัยชนะ ขนานนามว่า “พระเจดีย์ชัยมงคล” แต่ชาวบ้านทั่วไปมักเรียกว่า “พระเจดีย์ใหญ่” พอนานวันเข้าก็เลยเรียกชื่อวัดนี้ว่าวัดใหญ่ชัยมงคล

พระเจดีย์ใหญ่ วัดใหญ่ชัยมงคล
วัดใหญ่ชัยมงคล
วัดใหญ่ชัยมงคล
วัดใหญ่ชัยมงคล

เข้าใจว่าตัวเจดีย์ใหญ่คงได้รับการบูรณะมาหลายครั้ง ปัจจุบันสามารถเดินขึ้นไปชมด้านในกลางเจดีย์ มีลานเดินรอบเจดีย์ เห็นบางคนขึ้นไปด้านบนเจดีย์เพื่อไปกราบสักการะใกล้ ๆ ซึ่งอันนี้เราต้องขอตัว เพราะต้องปีนบันไดลิงขึ้นไปเท่านั้น เอาเป็นว่าขอยืนไหว้ด้านล่างดีกว่า

ภายในเจดีย์ใหญ่
ด้านในตรงกลางเจดีย์ใหญ่

วัดใหญ่ชัยมงคลในยุคปัจจุบัน

ด้านหน้าทางเข้า

หลังเหตุการณ์เสียกรุงศรีอยุธยา ครั้งที่ 2 ผ่านไป สภาพวัดถูกเผาทำลาย และถูกปล่อยทิ้งร้างเป็นเวลานาน จนกระทั่งได้รับการบรูณะขึ้นมาใหม่อีกครั้งในยุครัตนโกสินทร์ และเริ่มมีพระภิกษุสงฆ์กลับเข้ามาจำพรรษาจนถึงปัจจุบัน

เรียกได้ว่า ที่นี่วัดที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ไทย ต่อเนื่องมาหลายยุคสมัย และเป็นวัดที่นักท่องเที่ยวนิยมมากันมาก ด้วยสถาปัตยกรรมที่โดดเด่น ชมเจดีย์ที่สูงที่สุดในพระนครศรีอยุธยา ด้านหลังวัดมี ตำหนักสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เปิดให้ผู้นับถือศรัทธาเข้ามากราบไหว้ นอกจากนี้ บริเวณ รอบๆ ยังมีสวนหย่อมที่สวยงามให้พักผ่อนอีกด้วย

ข้อมูลทั่วไป

  • จากกรุงเทพฯ เข้าตัวเมืองอยุธยาแล้วจะเห็นเจดีย์วัดสามปลื้ม (เจดีย์กลางถนน) ให้เลี้ยวซ้ายตรงไปประมาณ 1 กิโลเมตร จะเห็นวัดอยู่ทางซ้ายมือ
  • เวลาทำการ 8.00-17.00 น. ทุกวัน
  • ไม่เสียค่าเข้าชม
  • มีที่จอดรถรองรับได้เป็นจำนวนมาก

แผนที่

อ้างอิง

วิกิพีเดีย
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย